วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561



😊แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4😊
🔰🔰🔰


1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน
ตอบ ยุคก่อนมีระบบโรงเรียน การจัดการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งระดับปฐมวัย ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นแบบแผน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ คือ ไม่มีการกดหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่มีโรงเรียนสำหรับเรียนโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการบังคับ เป็นการสอนแบบให้เปล่า ไม่มีค่าจ้างหรือค่าเล่าเรียน การเรียนจึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เรียน เนื้อหาที่เรียนเน้นด้านพุทธิศึกษาและวิชาชีพ เป็นหลัก


2.จงอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตอบ  พระองค์ได้ทรงตระหนัก เพื่อปรับปรุงคนในประเทศให้มีความรู้ความสามารถจะช่วยให้ ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ วิชาหนังสือเป็นวิชาที่น่านับถือและเป็นที่น่าสรรเสริญมาแต่โบราณว่า เป็นวิชาอย่างประเสริฐซึ่งผู้ยิ่งใหญ่นับแต่ พระมหากษัตริย์เป็นต้นมา ตลอดจนราษฎรพลเมืองสมควรและจำเป็นจะต้องรู้เพราะเป็นวิชาที่อาจทำให้การทั้งปวงสำเร็จในทุกสิ่งทุกอย่าง… (ประไพ เอกอุ่น. 2542 : 83 - 84) การที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงได้มีการจัดการศึกษาอย่างมีระเบียบแบบแผน


3.จงอธิบายถึง วิชาหรือเนื้อหาสาระ 10อย่าง ของโรงเลี้ยงเด็ก พ.ศ.2433
 ตอบ 1.ให้อ่านหนังสืออก เขียนได้
         2.ให้คิดเลขเป็น
         3.ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
         4.ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น
         5.ให้เย็บผ้าเป็น
         6.ให้ขึ้นต้นไม้เป็น
         7.ให้ว่ายน้ำเป็น
         8.ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น
         9.ให้รู้จักปลูกต้นไม้
       10.ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์


4.การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษา พ.ศ.2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย
ตอบ 4 ระดับ
          1.การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)
          2.การเล่าเรียนเบื้องต้น (ประถมศึกษา)
          3.การเล่าเรียนเบื้องกลาง (มัธยมศึกษา)
          4.การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา)


5.ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกชน พ.ศ.2454-2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ในช่วงนี้กลุ่มมิชชั่นนารีได้เข้ามาจัดตั้งโรงเเรียนขึ้นมาในประเทศไทย ทำให้มีการเปิดแผนกอนุบาลขึ้นในโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง ในช่วงที่มีโรงเรียนราษฎร์เกิดขึ้นอย่างมากมายนั้น การจัดการศึกษาของโรงเรียนแต่ละแห่งล้วนมีความแตกต่างกัน การจัดการเรียนการสอนวิชาต่างๆก็สอนตามความพอใจและสอนตามความสามารถของแต่ละโรงเรียน เกิดปัญหาขาดความเป็นเอกภาพด้านการเรียนการสอนรัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้นในปี พ.ศ.2461 เพื่อควบคุมดูแลให้การจัดการศึกษาปฐมวัยในโรงเรียนราษฎร์เป็นไปในแนวเดียวกัน  ในปีพ.ศ.2464 ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือ ได้มีดารประกาศพระราชบัญญัติประถมศึกษา สาระสำคัญของพระราชบัญญัตินี้คือ บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่7ปีบริบูรณ์เรียนโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน
         นอกจากนั้นในปีเดียวกันนี้ยังได้มีการปรับโครงการศึกษาใหม่ โดยดัดแปลงจากโครงการศึกษาฉบับ พ.ศ.2456 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2458 โดยมีข้อความที่ใช้คล้ายคลึงกันเช่น แบ่งการศึกษาออกเป็น2ประเภท คือ สามัญศึกษาและวิชาสามัญศึกษา แบ่งเป็นชั้นประถมศึกษา 5 ปี ชั้นมัธยมศึกษา 8 ปี การกำหนดอายุนักเรียนเทียบเข้าชั้นตามหลักสูตรสามัญศึกษา สำหรับชั้นประถมศึกษาเป็นดังนี้
           1.ปีที่ 1 อายุปีที่ 8
           2.ปีที่ 2 อายุปีที่ 9
           3.ปีที่ 3 อายุปีที่ 10
           4.ปีที่ 4 อายุปีที่ 11
           5.ปีที่ 5 อายุปีที่ 12
       สำหรับโรงเรียนอนุบาลไม่ว่ามีในที่แห่งใด อยู่เบื้องต้นของประถมศึกษาแสดงว่าโรงเรียนอนุบาลได้มีขึ้นแล้วในสมัยนั้น

6.การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ดังได้กล่าวมาแล้วว่าหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การศึกษาปฐมวัยได้รับความสนใจมากขึ้น นักการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับนี้ตระหนักถึงความสำคัญของวัยเด็ก จึงจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยนี้กว้างขวางขึ้นมีการเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐ และขยายโรงเรียนไปยังส่วนภูมิภาค สรุปได้ดังนี้ (อารี รังสินันท์, 2539)
                  2.1  การเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกและการขยายโรงเรียนอนุบาลของรัฐ ดังที่กระทรวงธรรมการและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงได้เริ่มเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลศึกษาขึ้น ได้ตั้งคณะกรรมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของกระทรวงขึ้นในปี พ.ศ. 2480 ประกอบด้วย
1) นายนาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา
2) ม.ล.มานิจ ชุมสาย
3) นางจำนง เมืองแมน (นางพิณพาทพิทยเพท)
ในระหว่างปี 2480-2482 กระทรวงธรรมการได้จัดส่งครูหลายท่านไปศึกษาและดูงานการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น อาทิ นางจิตรา  ทองแถม ณ อยุธยา  ไปศึกษาและดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่นเวลา 6 เดือน และได้กลับมาจัดเตรียมการดำเนินงานโรงเรียนอนุบาล และได้ส่งนางสาวสมถวิล  สวยสำอาง (นางสมถวิล สังขะทรัพย์) ไปศึกษาด้านการศึกษาปฐมวัย ณ ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2482 กระทรวงธรรมการได้คัดเลือกครู 3 คน คือนางสาวสวัสวดี วรรณโกวิท  นางสาวเอื้อนทิพย์ วินิจฉัยกุล (นางเอื้อนทิพย์ เปรมโยธิน) และนางสาวเบญจา ตุงคะสิริ (คุณหญิงเบญจา แสงมะลิ) ไปศึกษาการอนุ ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งท่านเหลานี้ก็ได้กลับมาเป็นผู้นำทางการศึกษาปฐมวัยของไทยในเวลาต่อมา
                    2.2  การเปิดโรงเรียนอนุบาล เมื่อกระทรวงธรรมการได้มีการเตรียมการพ้อมทั้งในด้านบุคลากรและอื่นๆ จึงได้เปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐขึ้นในจังหวัดพระนครชื่อว่าโรงเรียนอ
นุบาลละอออุทิศ ได้รับเงินบริจาคในกองมรดกของ น.ส.ละออ ลิ่มเซ่งไถ่ สำหรับสร้างอาคารเรียนโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศได้เปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2483 ในสังกัดกรมการฝึกหัดครูซึ่งมี ม.ล.มานิจ ชุมสาย เป็นหัวหน้ากองฝึกหัดครูในขณะนั้น และมีนางจิตรา ทองแถม ณ อยุธยา เป็นครูใหญ่
โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศที่จัดทั้งขึ้นในระยะแรกนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองการจัดการการอนุบาลศึกษาและเพื่อทดลองความสนใจความเข้าใจประชาชนในเรื่องการศึกษาปฐมวัย รับนักเรียนชายหญิงที่มีอายุระหว่าง 3 ปีครึ่งไปจนถึง 6 ปี หรือจนเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา
                   2.3 ความมุ่งหมายและวิธีการอบรม
                            2.3.1 เพื่อเตรียมสภาพจิตใจของเด็กให้พร้อมที่จะรับการศึกษาในชั้นต่อไป หัดให้ใช้เครื่องมือต่างๆ ในการเรียน การเล่น และการประดิษฐ์ อบรมให้เป็นคนช่างคิดช่างทำ ขยันไม่อยู่นิ่งเฉย และเป็นคนว่องไวกระฉับกระเฉง
                           2.3.2  เพื่ออบรมเด็กให้เป็นคนมีความสังเกต มีไหวพริบ เฉลียวฉลาด คิดหาเหตุผลให้เกิดความเข้าใจด้วยตนเอง มีความพากเพียร พยายาม อดทนไม่จับจด
                           2.3.3 เพื่ออบรมให้เป็นคนพึ่งตนเอง สามารถทำ หรือปฏิบัติอะไรได้ด้วยตนเอง เด็กในโรงเรียนอนุบาลนี้จะต้องอบรมให้ช่วยตัวเองให้มากที่สุด โดยไม่มีพี่เลี้ยงคอยตักเตือน หรือคอยรับทำให้ ครูเป็นแต่ผู้คอยดูแลห่างๆ เท่านั้น
                           2.3.4 เพื่อหัดมารยาทและศีลธรรมทั้งในส่วนตัวและการปฏิบัติต่อสังคมและหัดมารยาทในการนั่ง นอน เดิน และรับประทาน ฯลฯ หัดให้เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ฝึกนิสัยให้เป็นคนมีศีลธรรมอันดี มีจิตใจเข้มแข็ง มีระเบียบ รักษาวินัย มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน
                           2.3.5 เพื่อปลูกฝังนิสัยทางสุขภาพอนามัย รู้จักระวังสุขภาพของตน เล่นและรับประทานอาหารเป็นเวลา รู้จักรักษาร่างกายให้สะอาด และแข็งแรงอยู่เสมอ
                           2.3.6 เพื่ออบรมให้เด็กเป็นคนร่าเริง มีการสอนร้องเพลง และการเล่นที่สนุกสนานทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นนักสู้ซึ่งเต็มไปด้วย ความรื่นเริงเบิกบานและคิดก้าวหน้าเสมอ


7.แผนการศึกษาชาติฉบับพ.ศ.2503 แบ่งการศึกษาเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย
                  ตอบ 4 ระดับคือ
                           1.อนุบาลศึกษา
                           2.ประถมศึกษา
                           3.มัธยมศึกษา
                           4.อุดมศึกษา

8.ในปีพ.ศ.2523 กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใดให้รับผิดชอบการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
                  ตอบ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ


9.หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2546 มีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดถึง ๕ ปี* บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตาม ศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม-วัฒนธรรม ที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม
หลักการ
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจน การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้าน อย่างสมดุล และเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้
๑. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัย ทุกประเภท
๒. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย
๓. พัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย
๔. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข
๕. ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล

จุดหมาย
การพัฒนาเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มุ่งส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อให้เด็กมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนี้
๑. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี
๒. ใช้อวัยวะของร่างกายได้คล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กัน
๓. มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย
๔. รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
๕. ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
๖. สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย
๗. สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว
การจัดประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสามารถจัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น ดังนี้
๑. หลักการจัดประสบการณ์ ควรคำนึงถึงสิ่งสำคัญต่อไปนี้
        ๑.๑ เลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาพที่ดีและปลอดภัย
        ๑.๒ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กด้วยวาจาและท่าทีที่อบอุ่นเป็นมิตร
        ๑.๓ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ความต้องการและพัฒนาการของเด็ก
        ๑.๔ จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ตามวัยของเด็ก
        ๑.๕ ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
        ๑.๖ ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก
๒. แนวการจัดประสบการณ์
        ๒.๑ ดูแลสุขภาพอนามัยและตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางร่างกายและจิตใจของเด็ก
        ๒.๒ สร้างบรรยากาศของความรัก ความอบอุ่น ความไว้วางใจ และความมั่นคงทางอารมณ์
        ๒.๓ จัดประสบการณ์ตรง ให้เด็กได้เลือก ลงมือกระทำและเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ และการเคลื่อนไหวผ่านการเล่น
        ๒.๔ เปิดโอกาสให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่แวดล้อมและสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก อย่างหลากหลาย
        ๒.๕ จัดสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้และของเล่นที่สะอาด ปลอดภัย เหมาะสมกับเด็ก
        ๒.๖ ใช้การสังเกตและติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
        ๒.๗ ให้ครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษามีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก

10.จงวิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ การศึกษาปฐมวัยในอดีตมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการพัฒนามาจนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่5 ได้มีการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งแรกของประเทศไทย โดยดำริของพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสินีนาฎ ในรัชกาลที่5 นับตั้งแต่บัดนั้นก็ได้มีการจัดการศึกษาปฐมวัยโดยมีรูปแบบที่เป็นทางการตามโครงการศึกษา ปีพ.ศ.2441 ซึ่งเป็นโครงการศึกษาฉบับแรกที่มีการจัดการศึกษา "มูลศึกษา" ใน3รูปแบบ คือ โรงเรียนบุรพบท โรงเรียน กข นโม และโรงเรียนกินเดอกาเตน และรัฐได้เริ่มให้ความสำคัญของการศึกษาในระดับปฐมวัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2441 เป็นต้นมา และพัฒนาการของการศึกษาปฐมวัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 จนกระทั่งถึงหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษา พ.ศ. 2540 ได้มีการปรับปรุงและพัฒนามาโดยตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทั้งในด้านธรรมชาติพัฒนาการเด็ก โดยรัฐได้กำหนดนโยบายการพัฒนาการจัดการศึกษาให้เด็กปฐมวัย โดยคำนึงถึงแนวคิดเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เต็มศักยภาพสูงสุด โดยใช้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึง 5 ปี เพื่อให้หน่วยงานที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ได้จัดประสบการณ์ให้มีคุณภาพเป็นไปในทิศทางและมีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เด็กปฐมวัยเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป

                                🙏🙏🙏
                   


😊แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3😊

🔰🔰🔰

1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ
ตอบ การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาลหรือชั้นบริบาล ซึ่งรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง5ปี โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ 5-7 ปี
        -โรงเรียนบริบาลเน้นหนักไปในทางกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็ก จะไม่มีการสอนเป็นเรื่องเป็นราว เด็กๆจะได้สนุกกับการฟังนิทาน ดนตรี โคลงกลอน และเล่นตามธรรมชาติ สำหรับตัวครูมักจะปล่อยให้สอนไปตามสัญชาติญาณของตนเองโดยจะต้องเป็นผู้นำของเด็กในการเล่นในร่มและกลางแจ้ง
        -โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกจะเน้นโดยตรงเกี่ยวกับพัฒนาการทั่วๆไปของเด็ก โดยพิจารณาความต้องการของเด็ก และพยายามช่วยให้เด็กแต่ละคนได้เจริญพัฒนาไปทุกด้านตามศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ จัดให้เด็กได้ทดลองกับวัตถุต่างๆ เช่น ทราย น้ำ ดิน ดินน้ำมัน เป็นต้น


2.จงอธิบายจงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา
                 ตอบ การศึกษาปฐมวัยมี 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว และศูนย์ดูแลเด็ก ทุกรูปแบบพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้านสังคม อารมณ์ สติปัญญา และการพัฒนากล้ามเนื้อ ถ้าปราศจากการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและการแนะแนวที่ถูกต้องแล้ว การพัฒนาตัวเด็กโดยรอบคอบให้ได้ผลดีย่อมจะเป็นไปได้ยากทีเดียว


3.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในอัลเบอร์ตา แคนาดา
                  ตอบ โปรแกรมการบริการการศึกษาปฐมวัยของอัลเบอร์ตา แคนาดา คือ การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตน โดยการจัดโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม การดำเนินงานกำหนดขึ้น โดยยึดระดับภูมิภาคเป็นหลัก แต่ในส่วนท้องถิ่นก็สามารถจะปรับเปลี่ยนหรือริเริ่มดำเนินการให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเองได้ กรมการศึกษาจะเป็นผู้จัดหาคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารท้องถิ่นในเรื่องที่ต้องการ


4.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโก
                    ตอบ หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ มีเวลาสำรวจสิ่งต่างๆ ที่สนใจถามคำถาม ทดลอง และสร้างสรรค์ ในช่วงเวลา3 ปี ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งวิวัฒนาการของการศึกษาปฐมวัยในแม็กซิโก อาจจะพูดได้ว่า เหมือนคำขวัญที่ว่า "ประวัติศาสตร์คือบทนำ" เพราะได้มีการจัดการศึกษา3ปี ก่อนวัยเข้าเรียนให้กับประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเขตเมืองและชนบท โดยหวังว่าชุมชนที่แตกต่างกันจะสามารถเชื่อมสัมพันธ์กันได้นั้น จะช่วยนำความเข้าใจและทำให้รวมกันเป็นเอกภาพได้


5.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอล
                    ตอบ ในระยะแรกๆนั้น การศึกษาระดับอนุบาลในอิสราเอลเป็นการจัดตามแนวคิดของโฟรเบล และเปสตาลอสซี่ แต่ต่อมาเมื่อมีการอพยพโยกย้ายมากขึ้น นโยบายการศึกษาก็ค่อยๆเปลี่ยนไปโดยรับทฤษฎีใหม่ๆ เช่น ทฤษฎีของมอนเตสเซอรี่ และดิวอี้เข้ามาผสมผสานกลมกลืนกัน ทางด้านคิบบุทซ์นั้นจะเน้นพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม ของเด็กโดยใช้การเล่นเป็นเครื่องมือและได้ยึดแนวคิดความคิดนี้มาจนปัจจุบัน


6.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น
                   ตอบ การจัดการศึกษาในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวันของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะราชบัญญัติสวัสดิการเด็กซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ได้ประการใช้ในปี ค.ศ.1947 ได้อนุญาตให้สถาบันต่างๆ จัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กกลางวันได้ทั้งสถาบันของรัฐ เทศบาลท้องถิ่น เทศบาลเมือง เอกชน สำหรับเทศบาลเมืองและเอกชนจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าการเขตนั้นจึงจะเปิดกิจการได้ วัตถุประสงค์หลักคือดูแลเด็กเล็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา


7.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษกับประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ 
=ในประเทศอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาลหรือชั้นบริบาล ซึ่งรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ 5 – 7 ปี

=ในสหรัฐอเมริกามีสถานเลี้ยงเด็กตั้งมากว่า 100 ปีแล้ว ดาเนินการโดยกลุ่มเอกชนต่าง ๆ รัฐบาลมีส่วนเข้ามาสนับสนุนและรับผิดชอบตั้งแต่ ค.ศ.1850 โดยตั้งเป็นสถาบันที่ให้สวัสดิการสังคมให้มีความช่วยเหลือชั่วคราวสาหรับแม่ที่ต้องทางานจนกว่าจะสามารถเลิกทางานนอกบ้าน และกลับไปเลี้ยงดูลูกของตนเองได้

8.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกกับอิสราเอล 
ตอบ
=เม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเกทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ

=ประเทศอิสราเอลเป็นการศึกษาภาคบังคับและให้เปล่า มีกรมพิเศษในกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ มีโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก และมีโรงเรียนเด็กวัยก่อนเข้าเรียนในคิบบุทซ์

9.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอัลเบอร์ตา แคนาดา กับญี่ปุ่น
ตอบ
=การศึกษาปฐมวัยของอัลเบอร์ตาแคนนาดา คือ การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตน โดยการจัดโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม

=ประเทศญี่ปุ่นเป็นสถานเลี้ยงเด็กกลางวันกลายเป็นสิ่งจำเป็น สอนโดยนาแบบอย่างมาจากสหรัฐอเมริกาสอนตามแบบโฟรเบล มีการสอนร้องเพลงและกิจกรรมการเล่นต่าง ๆ

10.ท่านคิดว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศใดที่สามารถจัดได้อย่างดีและเหมาะสม
ตอบ คิดว่าประเทศญี่ปุ่นค่ะ เพราะว่าประเทศญี่ปุ่นจะมีความก้าวหน้าและทันสมัยในเรื่องเหี่ยวกับระบบการเรียนการสอน


🙏🙏🙏

😊แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2😊

🔰🔰🔰

1.จงอธิบายถึงแนวคิดของคองคอมมิวนิอุสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
ตอบ  -เด็กเกิดมาพร้อมกับความดีงาม
         -ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการศึกษา
         -การศึกษาควรจัดเพื่อสนองตอบต่อธรรมชาติ อายุและความต้องการของผู้เรียน


2.จงอธิบายแนวคิดของรุสโซในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
ตอบ  -เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ย่อส่วน
         -การศึกษาควรเริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงอายุ25 ปี
          -การศึกษาควรพัฒนาเด็กให้เป็นไปตามธรรมชาติ
          -การรับรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสเป็นพื้นฐานที่แท้จริงในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์


3.จงอธิบายถึงแนวคิดของเปสตาลอซซี่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
ตอบ  -เชื่อว่าการสอนต้องประกอบด้วยเมตตา และความเป็นมนุษย์
          -การเรียนรู้ตามธรรมชาติไม่เพียงพอสำหรับเด็ก ต้องมีการจัดการศึกษาที่เหมาะกับเด็กตามความแตกต่างของเด็กแต่ละบุคคลด้วย
          -แม่เป็นครูที่สามารถสอนได้ดีที่สุด


4.จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดตั้ง "โรงเรียนสวนเด็ก" ของโฟรเบล
ตอบ นักเรียนจะสามารถได้ดีในสังคมที่เขามีความสุขนอกห้องเรียน โรงเรียนอนุบาลที่ดี ควรมีจุดมุ่งหมายเฉพาะเพื่อพัฒนาเด็กโดยอาศัยวิธีการในการให้เด็กได้เคลื่อนไหว และแสดงออกโดยอาศัยการเข้าสังคมกับเด็กอื่นๆ เป็นแนวทาง


5.จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของมอนเตสซอรี่
อบ 1.ทฤษฎีความเป็นอิสระในการเลือกกิจกรรม มอนเตสเซอรี่เสนอว่า ครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ที่มีหน้าที่ในการสอนแต่อย่างเดียวมาเป็นผู้สังเกตการณ์ และผู้จัดหาอุปกรณ์และอำนวยความสะดวก ต่างๆให้เด็ก และคอยสังเกตดูว่าเด็กจะทำอะไรบ้าง
        2. ความเชื่อในเรื่อง "อิสรภาพทางการศึกษา" โดยเน้นให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนสนใจ เธอได้เสนออุปกรณ์การศึกษาให้เด็กได้เล่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ"อุปกรณ์ทางการศึกษา"ในปัจจุบัน
        3. การฝึกการรับรู้ การฝึกการรับรู้ควรเป็นทักษะเบื้องต้นของการอ่าน การเขียน และการสอนคำ
        4. ควรให้การศึกษาแก่พ่อแม่ การให้การศึกษาแก่พ่อแม่เป็นสิ่งที่สำคัญในการศึกษาแก่เด็ก โดยพ่อแม่มี ความรู้ด้านสุขภาพอนามัย วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ฯลฯ


6.จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของดิวอี้
ตอบ  1.การศึกษาไม่ใช่เป็นการเตรียมการเพื่อชีวิต แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต
         2.การเรียนรู้จะเป็นการผลผลิตจากการทำกิจกรรมซึ่งจะแสดงถึงความสนใจของเด็ก โดยเน้น"การให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้"
         3.การให้อิสรภาพในการเรียนจะเป็นพื้นฐานของพัฒนาการการดำรงชีวิตแบบประชาธิปไตย


7.การนำแนวคิดด้านความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขา ผู้บริหาร ครูผู้สอน และคนอื่นๆ ควรทำความเข้าใจเพื่อที่จะได้จัดการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จากทฤษฎีของมาสโลว์ให้พื้นฐานความเกี่ยวข้องกับเด็กว่า ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขาดังนี้
1.ความต้องการด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัย
2.ความต้องการด้านความแข็งแรงของร่างกาย
3.ความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคมให้สอดคล้องกับศักยภาพของเด็ก
4.ความต้องการด้านการศึกษา
5.ความต้องการด้านวัฒนธรรม ภาษา เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมของชาติ


8.การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสติปัญญาไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ การนำแนวคิดจากทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญามาใช้ในการจัดประสบการณ์ในระดับปฐมวัย ได้มีการจัดโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย โดยนำแนวคิดจากทฤษฎีพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ผลของการจัดพบว่า เด็กมีความคิดเห็นที่เปิดกว้างเป็นอิสระ เด็กเรียนรู้วิธีการคิดมากกว่าการจำเนื้อหา เด็กแต่ละคนมีความก้าวหน้าที่มีลักษณะเฉพาะ ลักษณะของการจัดประสบการณ์โดยยึดทฤษฎีนี้ โดยมากจัดกิจกรรม กานเรียนรู้ในรูปการตัดกิจกรรมต่างๆเช่น การต่อบล็อก บทบาทสมมติ การต่อภาพ งานศิลปะ และการใช้วัสดุหลายๆประเภท เพลง และการเคลื่อนไหว กิจกรรมเหล่านี้จัดให้เด็กเล่นตามลำพังหรือเป็นกลุ่มบางโปรแกรมใช้วิธีการสอนหลายรูปแบบ โดยกระตุ้นให้เด็กใช้เหตุผล จัดหมู่ประเภทการจัดลำดับตามหลักเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ และการคิดที่เด็กได้จากการทดลองจากของจริง


9.การนำแนวความคิดด้านพัฒนาการทางบุคลิกภาพไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลงใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับเด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและเหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต


10.การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสังคมไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ พัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยจะเกิดจากการเรียนรู้จากตัวแบบและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมที่จะแสวงหาผลของการกระทำที่ได้รับความพึงพอใจแก่ตนเอง และการยอมรับของบุคคลรอบข้างในสังคม ดังนั้นในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยจึงควรคำนึงถึงการให้ตัวแบบที่ดีอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาด้านสังคมแก่เด็กปฐมวัย

🙏🙏🙏


😊แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1😊

🔰🔰🔰

1. จงอธิบายถึงความหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา 
ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัย หมายถึง การจัดการศึกษาก่อนภาคบังคับที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในอันที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับวัยและพัฒนาการ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กปฐมวัยซึ่งหมายถึง เด็กที่มีอายุแรกเกิด - 5ปีนั้น (5ปี11เดือน29วัน) เป็นวัยทองของชีวิต ด้วยเป็นวัยที่มีการพัฒนาการทุกด้าน เจริญเติบโตในอัตราที่สูงสุด โดยเฉพาะระบบประสาทและสมอง ซึ่งจะเติบโตได้ถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ เป็นระยะที่เกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็วและมากที่สุดในชีวิต



2."เด็กปฐมวัยเป็นพื้นฐานของชีวิต" จากคำกล่าวนี้ จงอธิบายตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ  เด็กปฐมวัยก็เหมือนผ้าขาว ถ้าเรามีการวางรากฐานที่มั่นคงหรือปูพื้นฐานที่ดีส่งผลให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในวันข้างหน้า



3.เด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นวัยแห่งการวางรากฐานและเตรียมตัวเพื่อชีวิต เป็นระยะของการพัฒนารากฐานของบุคลิกภาพและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคมและประเทศชาติ



4.เด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการจัดการศึกษาและเรียนรู้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ เด็กในช่วงอายุ 2-6 ปี เป็นช่วงวัยที่เด็กเริ่มเรียนรู้ภาษาพูดและสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดีขึ้น แต่ความสามารถในการเรียนรู้ยังอยู่ในลักษณะจำกัด ดังนั้นเด็กในวัยนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการฝึกทักษะการใช้ประสาทสัมผัส ซึ่งการจัดสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในด้านการคิดและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาในขั้นต่อไปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น



5.จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ 1.เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางกายของเด็กอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เป็นพลเมืองไทยที่มีอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง
        2.เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางบุคลิกภาพ อารมณ์ และสังคมของเด็ก เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่จะเผชิญอุปสรรคและอันตรายได้
        3.เพื่อให้เด็กมีนิสัยขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย ประหยัด สะอาด
        4.เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านต่างๆ
        5.เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน หรือศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก
        6.เพื่อตระหนักในปัญหาความเบี่ยงเบนของพัฒนาการเสียแต่แรก และดำเนินการต่อไปโดยเหมาะสม



6.จงอธิบายสรุปถึงการศึกษาปฐมวัยกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 
(ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 2545)
ตอบ จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 2545) การศึกษาปฐมวัยจัดอยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและให้การสนับสนุน รวมทั้งกำหนดให้การศึกษาปฐมวัย เริ่มตั้งแต่ 0-5 ปี เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมและได้กำหนดเป็นนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย 0-5 ปี


7.จงอธิบายสรุปถึงนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย
ตอบ รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน และมุ่งพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกคน ให้ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เรียนรู้อย่างมีความสุข และพัฒนาเต็มตามศักยภาพ


 8.จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก เป็นเสมือนหนึ่งแนวทางให้ผู้สอนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจเด็ก สามารถอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคล ในอันที่จะส่งเสริมให้เด็กพัฒนาจนบรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้น



9.จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็กกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตของเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสได้ทดลอง สร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง การเล่นจะมีอิทธิพลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต ช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา การเล่นจึงเป็นทางที่เด็กจะสร้างประสบการณ์เรียนรู้สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ความเป็นแบบอย่างของผู้อื่น สร้างความสัมพันธ์และอยู่ร่วมกับผู้อื่นกับธรรมชาติรอบตัว ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จึงถือว่า "การเล่น" อย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัย



10.จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยทั่วไปจึงเน้นว่า ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมรอบตัวเด็กมีอิทธิพลต่อดารเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ผู้สอนควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กที่ตนรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนา เกิดการเรียนรู้ และอยู่ในกลุ่มคนที่มาจากพื้นฐานที่เหมือนหรือต่างจากคนอื่นได้อย่างราบรื่น มีความสุข


🙏🙏🙏

😊แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8😊 🔰🔰🔰 1. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน  ตอบ  รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน สาม...